ADAS คืออะไร? เจาะลึก "สมองกล" ในรถคุณ พร้อมไขความลับ 6 ระดับแห่งอนาคตการขับขี่ (Level 0 – Level 5)
ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ความเป็น “รถยนต์อัจฉริยะ” มากขึ้น ระบบที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือ ADAS – Advanced Driver Assistance Systems หรือ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ทำให้รถรุ่นใหม่มีความปลอดภัยและใช้งานได้สะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์เบรกอัตโนมัติ การรักษาเลน หรือเรดาร์ตรวจจับรถคันหน้า
บทความนี้จะพาเจาะลึกว่า ADAS คืออะไร ทำงานอย่างไร และมีระดับความสามารถตั้งแต่ Level 0–Level 5 แตกต่างกันอย่างไร รวมถึงยกตัวอย่างฟังก์ชันยอดนิยมที่ผู้ใช้รถสมัยนี้พบได้บ่อย

ADAS คืออะไร? นิยามและหน้าที่ของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่
ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) คือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยสนับสนุนผู้ขับขี่ให้ขับรถได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านเซนเซอร์หลายชนิด เช่น กล้อง, เรดาร์ (RADAR), ไลดาร์ (LiDAR), อัลตราโซนิกเซนเซอร์ และระบบประมวลผลขั้นสูง
หน้าที่หลักของ ADAS ได้แก่:
- ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ ด้วยฟังก์ชันช่วยเตือนและช่วยควบคุมรถบางส่วน
- เพิ่มความสะดวกในการขับขี่ เช่น รักษาความเร็วอัตโนมัติตามรถคันหน้า
- เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์เพื่อช่วยประเมินสถานการณ์
- เป็นพื้นฐานของรถยนต์ไร้คนขับในอนาคต เพราะทุกระบบ Autonomous ต้องเริ่มจาก ADAS
กล่าวง่าย ๆ คือ ADAS ไม่ได้มาแทนที่คนขับ แต่เป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ทำให้การขับรถปลอดภัยขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างและการทำงานของ ADAS ทำงานอย่างไร?
ADAS ประกอบด้วยหลายองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การตรวจจับ วิเคราะห์ ไปจนถึงสั่งการควบคุมรถบางส่วน
1. ระบบเซนเซอร์ (Sensors)
หน้าที่คือรวบรวมข้อมูลรอบตัวรถ เช่น ระยะห่าง ความเร็ว สิ่งกีดขวาง และเส้นถนน
- กล้อง (Cameras): จับภาพเลน ป้ายจราจร และยานพาหนะ
- เรดาร์ (RADAR): ตรวจจับความเร็วและระยะห่างรถคันหน้า แม่นยำเมื่อฝนตกหรือหมอก
- ไลดาร์ (LiDAR): ตรวจจับวัตถุแบบ 3 มิติ
- อัลตราโซนิก: ใช้ในระบบจอดรถและตรวจจับสิ่งใกล้ตัว
2. หน่วยประมวลผลกลาง (ECU) – "สมองกล"
บอร์ดสมองกลที่ใช้คำนวณ และตีความข้อมูลจากเซนเซอร์ทั้งหมดเพื่อประเมิน “สถานการณ์จริงบนท้องถนน” (เช่น ระยะเสี่ยงชน, เลนจะตัด, ความเร็วรถคันหน้า ฯลฯ)
3. ระบบตัดสินใจและสั่งงาน (Decision + Control)
เมื่อ ECU วิเคราะห์เสร็จ ระบบจะตัดสินใจว่าจะ เตือน หรือ ควบคุมรถแทนผู้ขับ เช่น
- สั่งเบรก
- สั่งปรับพวงมาลัย
- ปรับความเร็วตามรถคันหน้า
หมายเหตุ: ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มีเวลาตอบสนองมากขึ้น
ระดับการขับขี่อัตโนมัติของ ADAS ตั้งแต่ Level 0–Level 5
องค์กร SAE International ได้แบ่งระดับความสามารถของระบบช่วยขับเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ไม่มีระบบช่วยขับเลย ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบ
🚘 Level 0 – ไม่มีระบบช่วยขับ
คนขับควบคุม 100% แต่รถอาจมีฟีเจอร์พื้นฐาน เช่น:
- เตือนคาดเข็มขัด
- ไฟเตือนความเร็ว
ไม่มีการควบคุมรถแทนผู้ขับ
🚘 Level 1 – Driver Assistance
ระบบเข้ามาช่วยควบคุม “อย่างใดอย่างหนึ่ง” เช่น เบรกหรือพวงมาลัย แต่ไม่พร้อมกัน
ตัวอย่าง:
- Cruise Control
- Lane Keep Assist แบบเบื้องต้น
🚘 Level 2 – Partial Automation
รถควบคุม “ทั้งพวงมาลัยและความเร็ว” ได้พร้อมกัน แต่ผู้ขับต้องดูแลตลอด
เช่น:
- ระบบรักษาความเร็วแปรผัน (ACC)
- ระบบประคองรถให้อยู่ในเลน (LKA/LKAS)
- ระบบเบรกอัตโนมัติ
นี่คือระดับที่พบมากที่สุดในรถรุ่นใหม่ปัจจุบัน
🚘 Level 3 – Conditional Automation
รถสามารถ “ขับเองได้ในบางสถานการณ์” แต่ต้องมีคนพร้อมรับช่วงเมื่อระบบขอให้ช่วย
ตัวอย่าง:
- ระบบขับอัตโนมัติในทางด่วนที่ความเร็วเฉพาะช่วง
ผู้ใช้ไม่ต้องจับพวงมาลัยในบางสถานการณ์
🚘 Level 4 – High Automation
รถขับเองได้เกือบทั้งหมดโดยไม่ต้องให้คนขับแทรกแซง ยกเว้นบางสภาพถนน เช่น หิมะตกหนัก
มักพบในรถแท็กซี่ไร้คนขับทดลองในต่างประเทศ
🚘 Level 5 – Full Automation
รถไร้คนขับ 100% ไม่มีพวงมาลัยหรือแป้นเหยียบ คนโดยสารทุกคนเป็นเพียง “ผู้โดยสาร”
ระดับนี้คือเป้าหมายสูงสุดของยานยนต์ในอนาคต

ตัวอย่างฟีเจอร์ ADAS ที่ผู้ใช้รถเห็นบ่อยที่สุดในปัจจุบัน
ฟีเจอร์เหล่านี้เป็นระบบที่ทำงานจริงในรถส่วนใหญ่ที่มี ADAS ระดับ 1–2
1. AEB – Automatic Emergency Braking
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อรถตรวจจับว่ากำลังเสี่ยงชน ระบบจะ
- เตือน
- เพิ่มแรงเบรก
- สั่งเบรกเต็มแรงหากคนขับไม่ตอบสนอง
ช่วยลดอุบัติเหตุท้ายทอยได้อย่างมาก
2. ACC – Adaptive Cruise Control
รักษาความเร็วอัตโนมัติพร้อมปรับความเร็วตามรถคันหน้าแบบเรียลไทม์
- ลดความเร็วเมื่อรถหน้าเบรก
- เร่งกลับเมื่อถนนโล่ง
ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับทางไกล
3. Lane Keeping Assist (LKA)
รักษาตำแหน่งรถให้อยู่ในเลน
- ตรวจเส้นถนนผ่านกล้อง
- ส่งแรงที่พวงมาลัยเพื่อประคองให้จุดศูนย์กลางอยู่ในเลน
ต่างจาก “เตือนออกนอกเลน (LDW)” ที่แค่เตือน แต่ LKA สามารถควบคุมพวงมาลัยจริง
4. Blind Spot Monitoring (BSM)
เตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา ช่วยให้การเปลี่ยนเลนปลอดภัยขึ้นมาก
5. Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
เตือนรถที่วิ่งตัดหลังขณะถอยจากที่จอด เหมาะมากในลานจอดแคบ ๆ
6. Traffic Sign Recognition
อ่านป้ายจำกัดความเร็ว ป้ายหยุด หรือป้ายเตือน และแสดงผลให้ผู้ขับรับรู้
7. Driver Monitoring
ตรวจจับอาการง่วงหลับหรือการละสายตา แจ้งเตือนให้พักหรือตั้งใจขับมากขึ้น
สรุป: ADAS ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม แต่เป็นหัวใจของความปลอดภัยในรถสมัยใหม่
จากระบบเตือนพื้นฐานไปจนถึงการควบคุมรถส่วนหนึ่งแทนคนขับ ADAS ได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้การขับรถปลอดภัยขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคยานยนต์ไร้คนขับในอนาคต
ความเข้าใจเกี่ยวกับ ระดับอัตโนมัติ Level 0–Level 5 ช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่ารถของตัวเองสามารถทำได้ถึงไหน และควรใช้งานระบบอย่างไรไม่ให้เข้าใจผิดว่ารถ “ขับเองทั้งหมด”
สุดท้าย ADAS ไม่ได้เข้ามาแทนคนขับ แต่เข้ามาช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในการเดินทาง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมรถรุ่นใหม่แทบทั้งหมดในปัจจุบันจึงติดตั้งระบบนี้เป็นมาตรฐาน



